ข้าวคลุกหมึกดำ ” อาหารวัฒนธรรม ” ประเทศโครเอเชีย

ข้าวคลุกหมึกดำ

ข้าวคลุกหมึกดำ ( Black Risotto ) อาหารวัฒนธรรม ที่น่าลอง ! 

ข้าวคลุกหมึกดำ อาหารวัฒนธรรม ของประเทศโครเอเชีย ซึ่งประเทศนี้ ก็เต็มไปด้วย ความอุดมสมบูรณ์ และมีวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่มีมากมาย จึงทำให้เป็นที่รู้จัก อย่างโด่งดังไปทั่งโลก และข้าวคลุกหมึกดำ ก็เป็นหนึ่งเมนู ที่เมื่อนักท่องเที่ยว ได้มาเยือน ” ประเทศโครเอเชีย ” ต้องสั่งรับประทานทุกครั้ง

ข้าวคลุกหมึกดำ

เป็นเมนูที่ผู้คน ต่างให้ความสนใจ และชื่นชอบกัน เป็นจำนวนมาก ก็เพราะว่าอาหารชนิดนี้ เมื่อรับประทานเข้าไป ก็สามารถทำให้สีฟัน เป็น ” สีดำ ” ในทันที เพราะข้าวคลุกหมึกดำ เป็นอาหารที่มี ลักษณะเฉพาะของสีข้าว ที่แตกต่างจากเดิม คือสีดำจึงทำให้ นักท่องเที่ยวชอบ ในความแปลกใหม่ ในเมนูนี้นั่นเอง

จึงกลายมาเป็น ” อาหารวัฒนธรรม ” ของประเทศโครเอเชีย จนถึงในทุกวันนี้ ที่ไม่ว่าใครต่อใคร เมื่อได้เดินทางไปเยือน ต้องได้สั่งเมนูนี้ มารับประทานแน่นอน ถ้าไม่ได้ทานเมนูนี้ แสดงว่า ” ไปไม่ถึง ” หากมีโอกาสได้ไป อย่าลืมสั่งเมนูนี้ มาทานกันนะคะ รับรองว่าเด็ดสมคำร่ำลือ

วัฒนธรรมการกินของไทย สำหรับอาหารและวัฒนธรรมไทยถือเป็นที่ 1 ของโลก

วัฒนธรรมการกินของไทย

วัฒนธรรมการกินของไทย ที่รู้จักกันดีไปทั่วทั้งโลก ว่ามีรสชาติอร่อย และยังมีวัฒนธรรมการกินที่เป็นเอกลักษณ์

วัฒนธรรมการกินของไทย หมายถึงอะไร ? แล้วเราเคยคิดกันไหมคะ ว่าต้นกำเนิดของการกินนั้น มาจากไหน แล้วทำไมแต่ละภาคของไทย มีอาหารการกิน ที่ไม่เหมือนกัน ก่อนอื่นเราขอพูดถึง เรื่องอาหารก่อนนะคะ

อาหารของไทย แบ่งออกได้ 4 ภาค ดังนี้ค่ะ

ภาคที่ 1 อาหารภาคกลาง รสชาติของอาหารในภาคกลาง จะมีรสชาติที่ผสมผสาน แบบพอดีไม่เผ็ดโดด ไม่หวานนำจนเกินไป รสชาติได้ลงตัวที่สุด และมีความกลมกล่อมอีกด้วยค่ะ อาหารภาคกลาง เป็นอาหารที่มีความหลากหลาย ทางด้านรสชาติ และมีการใช้กะทิเป็นหลัก

อาหารของไทย

และมีส่วนผสม ของเครื่องแกงมากที่สุดอีกด้วย ลักษณะเด่นของอาหารภาคกลาง จะมีรสชาติครบ เปรี้ยวหวานมันเค็มเผ็ด และมีความประณีต ตกแต่งจานอาหารสวยงามน่ารัปทาน และอุดมไปด้วยเครื่องแกงต่าง ๆ อาหารภาคกลางที่ขึ้นชื่อ เช่น ผัดไทย แกงเผ็ดเป็ดย่าง ต้มยำกุ้ง ห่อหมกปลา เป็นต้น 

อาหารภาคที่ 2 อาหารภาคเหนือ อาหารในภาคเหนือ จะมีรสชาติออก มันเค็มและหวานนำเล็กน้อยค่ะ อาหารภาคเหนือ เป็นอาหารที่มีรสชาติ แบบกลาง ๆ มีรสเค็มนำเล็กน้อย รสเปรี้ยวและหวานตามมาแต่ไม่มากนัก

ลักษณะเด่น ของอาหารภาคเหนือ อาหารพื้นบ้านล้านนา จะไม่นิยมใส่น้ำตาล แต่ถ้าถามว่า ความหวานได้จากที่ไหน ถ้าไม่ใช้น้ำตาล ความหวานจะได้จาก ส่วนผสมที่นำมาทำอาหาร เช่นความหวานจากผักและเนื้อปลา

ไขมันจะได้จากน้ำมันของสัตว์นั่นเองค่ะ เน้นวัตถุดิบธรรมชาติที่หาได้ อาหารภาคเหนือ เช่นข้าวซอยไก่ ไส้อั่ว แกงแค น้ำพริกหนุ่ม ค่ะ

วิธีการปรุงอาหาร

อาหารภาคที่ 3 อาหารภาคใต้ อาหารในภาคใต้ เป็นอาหารที่ค่อนข้างจะเผ็ดร้อน รสจัดจ้านที่สุด ในบรรดาอาหารทั้ง 4 ภาคค่ะ และมีเครื่องเทศเป็นส่วนผสมในอาหารด้วยค่ะ อาหารภาคใต้ มีลักษณะผสมผสาน

ระหว่างอาหารไทยพื้นบ้าน กับอาหารอินเดีย เช่นน้ำบูดูผสมกับเม็ดเกลือ อาหารปักษ์ใต้ เป็นอาหารที่อร่อย รสชาติจะไม่ว่าจะเป็น เผ็ดจัดเค็มจัดเปรี้ยวจัด ครบรสในจาน ๆ เดียว นิยมใช้เครื่องเทศเป็นหลัก เช่น ผัดสะตอใส่กะปิ แกงไตปลา คั่วกลิ้ง

วัฒนธรรมการกินของไทย

ภาคที่ 4 อาหารภาคอีสาน จะมีรสเค็มและเผ็ดนำค่ะ โดยใช้ วิธีการปรุงอาหาร แบบการปิ้งและย่าง นิยมรัปทาน ต้มลาบและก้อยค่ะ อาหารอีสาน มีรสชาติเด่น ๆ คือรสเค็มจากน้ำปลาร้า รสเผ็ดจากพริกสดและพริกแห้ง อาหารอีสานส่วนใหญ่ จะมีลักษณะแห้งข้น และมีปลาร้าเป็นส่วนผสม ของอาหารแทบทุกเมนู

อาหารพื้นบ้านอีสาน ส่วนมากจะเผ็ดเค็มและเปรี้ยว คนอีสานส่วนมาก จะรับประทานข้าวเหนียว เป็นอาหารหลัก ข้าวเหนียวจึงเป็นสัญลักษณ์ ของอาหารอีสาน อาหารภาคอีสานที่ขึ้นชื่อ เช่น ส้มตำ ลาบ ยำไข่มดแดง ซุปหน่อไม้

อาหารไทย 4 ภาค ถึงจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ก็มีบางอย่างที่ชื่อเหมือนกัน แค่แตกต่างตรงด้านรสชาติ ที่ปรับให้ถูกใจของคนในภาคนั้น ๆ อาหารนั้นคือ น้ำพริก น้ำพริกคือเครื่องจิ้ม ที่นิยมรับประทาน ทั่วทุกภูมิภาคของไทย

คือน้ำพริก ที่ใช้พืชผักสมุนไพร ครบทุกรสชาติ อุดมด้วยแร่ธาตุ และสารอาหาร มีประโยชน์แก่ร่างกาย แถมไม่เป็นโรค ไม่มีภัยถามหาอีกต่างหาก จึงทำให้คนไทย นิยมทานน้ำพริก เป็นอาหารหลัก หรือทานคู่กับทุก ๆ มื้อ

ตัวอย่างเช่น

1. น้ำพริกมะขาม ( ภาคกลาง )
มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ กลมกล่อม ไม่เผ็ดจนเกินไป
2. น้ำพริกปลาร้าสับ ( ภาคอีสาน )
ทำโดยเอาปลาร้า มาสับรวมกับ เครื่องสมุนไพรสด จนเข้ากันดี รสชาติเผ็ดเค็มนัว จากเนื้อปลาร้า
3. น้ำพริกเห็ดย่าง ( ภาคเหนือ )
โขลกพริกพร้อมกับ หัวหอมเล็กน้อย บวกกับกระเทียมกลีบใหญ่ เผาเอาเนื้อมาใช้ รวมกันในครกจนละเอียดดี เสร็จแล้วใส่เห็ดย่าง ลงไปโขลกรวมกัน จนได้เนื้อน้ำพริกตามชอบ
4. น้ำชุบโจร ( ภาคใต้ )
น้ำพริกที่โขลก ทำด้วยกะปิ และใส่หอมเล็กน้อย แทนกระเทียม ส่วนน้ำชุบหยำ จะหั่นส่วนผสมเป็นชิ้นเล็ก ๆ รวมกับเครื่องปรุง แล้วใช้มือขยำให้เข้ากัน

ด้านวัฒนธรรมการกินของไทยที่เป็นเอกลักษณ์

เปิบมือ

ก็คือการ “เปิบมือ” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกิน ที่มาแต่โบราณ ลักษณะคือ การนั่งกินข้าวกับพื้นบ้าน ใช้ผ้าสะอาด หรือเสื่อปูบนพื้น

แล้วนั่งกินข้าวล้อมวงกัน ภายในครอบครัว กลางวงจะมีโถข้าว และสำรับจัดวางไว้ มีช้อนกลาง สำหรับตักกับข้าวใส่จานของตน แล้วเปิบอาหารด้วยมือ ถือเป็นวัฒนธรรม ที่ใครพบเห็น ต้องรู้ว่ามาจากไทยแน่นอน

นอกจากอาหารไทยที่น่ากิน และวิธีการรัปทานแล้ว คนไทยส่วนมากยังนิยม หาอารหารด้วยตนเอง ไม่ว่าจะภาคไหน ๆ ก็มีวิธีการหา ที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะภูมิประเทศ อย่างภาคกลาง มีแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ หลากหลายสาย จึงมักจะมีกุ้งหอยปูปลา ที่อุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย

คนในพื้นที่นี้ จึงนิยมจับสัตว์น้ำเหล่านี้ มาปรุงเป็นอาหาร เช่น ต้มยำกุ้งที่ใช้กุ้งแม่น้ำ มาทำเป็นส่วนประกอบหลัก ภาคเหนือนิยมหาของป่า จึงมักจะมีผลไม้ หรือพืชผักที่ได้จากป่า มาปรุงเป็นอาหาร

หาอารหารด้วยตนเอง

อย่างเช่น เมนูขนมจีนน้ำเงี้ยว ที่ได้ดอกงิ้ว คือ ดอกของต้นงิ้วทาง ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญ ในการทำขนมจีนน้ำเงี้ยว ให้มีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ส่วนทางภาคใต้นั้น ติดกับทางฝั่ง ประเทศเพื่อบ้าน อย่างประเทศมาเลเซีย

และยังมีทะเล เป็นจุดสำคัญ จึงนิยมนำเครื่องเทศ ที่ได้จากการดัดแปลง มาทำเป็นอาหารประจำถิ่น อย่างคั่วกลิ้ง ข้าวยำ เป็นต้น และมาถึงอาหารอีสาน ถิ่นเขตเมืองร้อน ที่ได้รับอิทธิพล จากฝั่งเพื่อนบ้าน อย่างประเทศลาว

ทำให้มีวิถีการกิน ที่คล้ายคลึงกัน และอาหารส่วนมาก หามาได้จากแม่น้ำโขง และเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ อาหารที่บ่งบอก ถึงความเป็นอีสานอย่าง ยำไข่มดแดง นั่นเองค่ะ อาหารไทยไม่ว่าจะภาคไหน ๆ ก็เด็ด ๆ ทั้งนั้น

อาหารไทยเรานั้น จะไม่อยู่เป็นเอกลักษณ์ ให้กับพวกเราจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้รับการอนุรักษณ์ จากลูกหลานชาวไทย ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น อาหารไทยถือว่า เด็ดดวงจนเป็นที่เลื่องลือ ของชาวต่างชาติ ชนิดที่ว่ามาแล้วไม่กิน ต้มยำกุ้ง ผัดไทย อะไรจำพวกนี้ ถือว่ามาไม่ถึงไทย กันเลยค่ะ

ปลาทอดหยิน-หยาง มีใครเคยทานบ้างหรือยัง ?

ปลาทอดหยิน-หยาง

ปลาทอดหยิน-หยาง ชื่อเมนูฟังดูดี แต่กรรมวิธี..

ปลาทอดหยิน-หยาง ใครที่ชอบรับทาน อาหารสด ๆ เชิญทางนี้จ้า ดูจากชื่อเมนูแล้ว น่าจะเป็นอาหาร ที่ถูกคิดสูตร มาเพื่อคนที่ รักสุขภาพ ความหมายน่าจะสื่อถึง การรักษาสมดุล ภายในร่างกาย ปลาทอดกรอบ ๆ สีเหลืองทอง ราดด้วยน้ำซอส หรือน้ำยำแสนยั่วยวน ชวนให้ลิ้มลอง 

ไฮไลท์ในการทำ ไม่ได้อยู่ที่ การปรุงน้ำซอส หรือว่าน้ำยำ แต่มีขั้นตอน ที่โคตรเด็ด โคตรพิสดาร นั้นก็คือ ขั้นตอนการทอดปลา เมนูนี้ปลาสดมาก สดแบบว่าปลายังดิ้น ๆ พ่อครัวจะเอาผ้ามาห่อ และจับส่วนหัวไว้ แล้วหย่อนส่วนลำตัว ลงในน้ำมันเดือด ๆ จนได้ตามต้องการ เรียกว่าหัวยังดิบ ๆ แต่ส่วนลำตัวสุกกรอบ

ปลาทอดหยิน-หยาง

นี่คือที่มา ของปลาทอดหยิน-หยาง หรือที่เรียกกันว่า “ปลาที่ตายแล้ว แต่ยังมีชีวิต” ซึ้งตอนเสิร์ฟลงจาน เจ้าปลาตัวน้อย ปากยังพะงาบ ๆ ดวงตาใสแป๋ว กลอกกลิ้งไปมา เหมือนว่ากำลังมอง มาที่เหล่านัดชิม ที่กำลังจิ้ม ตัวของมันไปกิน ที่ละชิ้น ๆ

เมนูดังกล่าว ปรากฏต่อสายตา ชาวโลกผ่านคลิบ ครั้งแรกช่วงปี 2000 ของร้านอาหารหนึ่ง จากเมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน ซึ่งถูกวิจารณ์ ไปในทางเดียวกันว่า เป็นเมนูที่ โหดร้ายเกินไป

ปลาทอดหยิน-หยาง

แม้แต่ชาวจีนเอง ก็แสดงความ ไม่พอใจกับการ ทอดปลาเป็น ๆ ให้ลงไปดิ้น ในน้ำมันร้อน ๆ เป็นการทารุณกรรม ต่อสัตว์เป็นอย่างมาก ที่บ้านเราเองก็เคย มีร้านที่นำเสนอ เมนูสุดโหด โคตรพิสดารนี้ เช่นเดียวกัน

ชีส Casu martzu cheese อืมม.!! ดีไหม ?

ชีส Casu martzu

ชีส Casu martzu ชีสที่อันตรายที่สุดในโลก

ชีส Casu martzu สกู๊ปพิเศษวันนี้ สุดยอดอาหารแปลก จากต่างประเทศ ชีส Casu martzu (คาสุ มาร์ซู) ชีสเลิฟเวอร์ มารวมกันตรงนี้ กลิ่มชีสหอม ๆ เริ่มลอยมาทักทาย คุณแล้วหรือยัง ? ตอนนี้คงกำลัง จินตนาการ ถึงหน้าตาของมัน แน่เลยใช้มั๊ยย !!

ก่อนอื่นมารู้ กันก่อนเลยว่า Casu martzu ผลิตด้วยกรรมวิธี สุดคลาสสิคเลยนะ ทำจากน้ำนมแกะ หมักบ่มตามธรรมชาติ ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีอากาศอบอุ่น ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน แล้วแต่ความใหญ่ หรือเล็กของก้อน แต่ที่พิเศษสุด ๆ ก็คือเคล็ดลับ ความนุ่มละมุน

เพียงแค่เจาะรูเล็ก ๆ ให้ทั่วทั้งก้อนชีส แล้ววางทิ้งไว้ ให้แมลงวันวางไข่ จนเกิดตัวอ่อนหนอน แล้วปล่อยให้เจ้าเบบี๋ ชอนไชยั๊วะเยียะ จนไขมันแตกตัว กลายเป็นชีสที่อ่อนนุ่ม และชุ่มฉ่ำเป็นพิเศษ โดยชีสขนาด 1 กิโลกรัม จะมีหนอนประมาณ 40,000 ตัว 

ชีส Casu martzu

การทานที่ถูกวิธี คือต้องทานตอนที่ หนอนยังมีชีวิตอยู่ เท่านั่น !! ถ้าหากทานหนอนที่ตาย เข้าไปแล้วละก็ อาจทำให้เกิดอาการ อาหารเป็นพิษขั้นรุนแรงได้ สหภาพยุโรป จึงได้ขึ้นบัญชีดำ อาหารผิดกฎหมาย และถูกติดป้าย ชีสอันตรายที่สุดในโลก ห้ามซื้อขายโดดเด็ดขาด

ยกเว้นชาวพื้นเมือง Sardinia ประเทศอิตาลี เพราะถือเป็นวัฒนธรรมการกิน แบบฉบับท้องถิ่น ที่สืบทอดมานาน จึงทำให้ชีส Casu martzu เป็นที่ต้องการของ นักล่าชีส และกลายเป็น สุดยอดวัตถุดิบ ที่ลักลอบซื้อขายกัน เฉพาะในตลาดมืดเท่านั้น